มารู้ถึงสาเหตุและวิธีรักษา “รากฟันเทียมอักเสบ” จบครบที่เดียว!

รากฟันเทียมอักเสบเกิดจากอะไร มีอาการแบบไหนควรรีบตรวจ

รากฟันเทียมอักเสบมีหลายระดับ

คำว่า “รากฟันเทียมอักเสบ” มักใช้เรียกรวมความผิดปกติของเหงือกและกระดูกรอบรากเทียม แต่ในทางทันตกรรมสามารถแบ่งออกได้เป็นสองภาวะสำคัญ

เหงือกอักเสบรอบรากเทียม

ภาวะนี้เรียกว่า Peri-implant mucositis เป็นการอักเสบที่จำกัดอยู่บริเวณเหงือกรอบรากเทียม โดยยังไม่พบการสูญเสียกระดูกเกินกว่าการเปลี่ยนแปลงตามปกติหลังฝังรากเทียม

อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • เหงือกแดงหรือบวม

  • เลือดออกขณะแปรงหรือทำความสะอาด

  • รู้สึกระคายเคืองบริเวณขอบเหงือก

  • มีกลิ่นหรือรสผิดปกติบางครั้ง

หากตรวจพบและควบคุมคราบจุลินทรีย์ได้เร็ว ภาวะนี้อาจตอบสนองต่อการรักษาได้ดี

รากฟันเทียมอักเสบร่วมกับกระดูกลด

ภาวะนี้เรียกว่า Peri-implantitis เป็นการอักเสบรอบรากเทียมที่พบร่วมกับการสูญเสียกระดูกรองรับ

อาจพบอาการ เช่น

  • เหงือกบวมและเลือดออก

  • มีหนอง

  • ร่องเหงือกรอบรากเทียมลึกขึ้น

  • เหงือกร่นหรือเห็นส่วนรากเทียมมากขึ้น

  • กระดูกลดลงจากภาพเอกซเรย์

  • รากเทียมโยกในกรณีที่สูญเสียการยึดกับกระดูกมาก

รากเทียมที่โยกควรได้รับการตรวจโดยเร็ว แต่หากรู้สึกว่าครอบฟันขยับ อาจเกิดจากสกรูหรือชิ้นส่วนด้านบนหลวมได้เช่นกัน ไม่ควรสรุปว่าเป็นการติดเชื้อจากอาการโยกเพียงอย่างเดียว

อาการหลังผ่าตัดกับการอักเสบต่างกันอย่างไร

หลังผ่าตัดฝังรากเทียม อาจมีอาการบวม ระบม หรือเลือดซึมเล็กน้อยในช่วงแรกได้ตามลักษณะการรักษา แต่ควรติดต่อคลินิกหากพบว่า

  • อาการปวดหรือบวมเพิ่มขึ้นแทนที่จะค่อย ๆ ดีขึ้น

  • มีไข้หรือรู้สึกไม่สบาย

  • มีหนองหรือกลิ่นผิดปกติ

  • เลือดออกต่อเนื่อง

  • แผลเปิดหรือวัสดุปิดแผลหลุด

  • รากเทียมหรือฟันชั่วคราวขยับ

  • กัดแล้วเจ็บมากหรือรู้สึกว่าสบสูง

  • เหงือกบวมแดงหรือเลือดออกหลังใช้งานรากเทียมไปแล้วระยะหนึ่ง

การอักเสบรอบรากเทียมไม่ได้เกิดเฉพาะช่วงไม่กี่เดือนแรก แต่สามารถเกิดภายหลังได้ จึงควรตรวจติดตามแม้รากเทียมจะใช้งานมานานแล้ว

ทันตแพทย์ตรวจรากฟันเทียมอักเสบอย่างไร

การตรวจอาจประกอบด้วย

  • ตรวจคราบจุลินทรีย์และเหงือกรอบรากเทียม

  • ตรวจเลือดออกหรือหนอง

  • วัดร่องเหงือกรอบรากเทียม

  • ตรวจการโยกของครอบฟัน สกรู และตัวรากเทียม

  • ตรวจการสบฟันและแรงบดเคี้ยว

  • เปรียบเทียบภาพเอกซเรย์กับข้อมูลเดิม

  • ตรวจสุขภาพเหงือกและฟันซี่ข้างเคียง

สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับ บริการรากฟันเทียม, การรักษาโรคเหงือก และ เอกซเรย์ทางทันตกรรม เพื่อประกอบการวางแผนตรวจ

การรักษาขึ้นอยู่กับระดับการอักเสบ ตำแหน่งและรูปแบบการสูญเสียกระดูก สุขภาพผู้ป่วย งานครอบฟัน และความสามารถในการทำความสะอาด จึงไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะหรือใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อรักษาด้วยตนเอง

หากมีเหงือกบวม เลือดออก หนอง กลิ่นผิดปกติ หรือรู้สึกว่ารากเทียมหรือครอบฟันขยับ สามารถดู ค่ารักษาทางทันตกรรมหรือ ติดต่อ SWC Dental เพื่อนัดตรวจ

ถึงแม้ “รากฟันเทียม” จะเป็นกระบวนการรักษาทางทันตกรรมที่ได้ผลดีและมีความปลอดภัยสูง แต่เมื่อรากฟันเทียมเข้ามาอยู่ในช่องปากของเราแล้ว ก็อาจจะเกิดปัญหา “รากฟันเทียมอักเสบ” ได้เช่นกัน ดังนั้น บทความนี้จะมาบอกถึงการดูแลรักษาตัวเองที่ถูกต้องเพื่อป้องกันอาการรากฟันเทียมอักเสบ รวมถึงย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นว่าแท้จริงแล้ว รากฟันเทียมอักเสบสามารถเกิดจากอะไรได้บ้าง เป็นอันตรายมากน้อยแค่ไหน ทุกคำถามสามารถหาคำตอบได้ในบทความนี้

Table of Contents:

สาเหตุที่ทำให้เกิดรากฟันเทียมอักเสบ มีอะไรบ้าง

อาการของรากฟันเทียมอักเสบ

รากฟันเทียมอักเสบเกิดจากการติดเชื้อบริเวณรอบ ๆ รากฟันเทียม ซึ่งเป็นวัสดุทดแทนรากฟันเดิมที่สูญเสียไป โดยอาการของรากฟันเทียมอักเสบมักเกิดขึ้นในช่วง 1-3 เดือนแรกหลังการผ่าตัดฝังรากเทียม หรือ หลังจากใส่ครอบฟันบนรากเทียมไปแล้วได้

  • ปวด บวม แดงบริเวณรากฟันเทียม: อาการปวดมักเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดเมื่อรากฟันเทียมอักเสบ โดยความรุนแรงของอาการปวดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่โดยปกติแล้วถ้ามีอาการปวดบริเวณรากฟันเทียม มักจะปวดน้อยกว่าปวดฟันธรรมชาติ
  • มีหนองไหลบริเวณรากฟันเทียม: หนองเป็นของเหลวสีขาวหรือสีเหลืองที่เกิดจากการติดเชื้อ โดยหนองจะไหลออกมาจากเหงือกรอบ ๆ รากฟันเทียม รวมถึงรูระบายหนองที่เหงือกบริเวณรากฟันเทียม
  • รากฟันเทียมโยก: เนื่องจากการติดเชื้อจะทำลายกระดูกขากรรไกรที่รองรับรากฟันเทียม ส่งผลต่อการยึดอยู่ของรากฟันเทียมกับกระดูกขากรรไกร

ถ้าสังเกตตัวเองแล้วพบว่ามีอาการเหล่านี้ภายใน 1-3 เดือนหลังจากที่ผ่าตัดรากฟันเทียมมา หรือ หลังจากใส่ครอบฟันบนรากเทียมไปแล้ว ควรรีบปรึกษาทันตแพทย์โดยด่วน เพราะรากฟันเทียมอักเสบยิ่งรักษาได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น แต่หากปล่อยเอาไว้นาน อาจต้องผ่าตัดเอารากเทียมออกก็เป็นได้

สาเหตุของรากฟันเทียมอักเสบ

แน่นอนว่ารากฟันเทียมอักเสบเป็นปัญหาที่ไม่มีใครอยากพบเจอ ดังนั้น เพื่อลดโอกาสเสี่ยงให้ได้มากที่สุด การรู้ถึงสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยสามารถแบ่งออกเป็นข้อ ๆ ได้ดังต่อไปนี้

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย: การติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของรากฟันเทียมอักเสบ โดยแบคทีเรียสามารถเข้าสู่บริเวณรอบ ๆ รากฟันเทียมได้จากหลายสาเหตุ เช่น การดูแลทำความสะอาดรากฟันเทียมไม่สะอาด แปรงฟันไม่ดี ไม่ใช้ไหมขัดฟัน การรักษาที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือมีโรคเหงือกที่ฟันข้างเคียง
  • กระดูกขากรรไกรละลาย: รากฟันเทียมอักเสบสามารถเกิดจากสาเหตุที่กระดูกขากรรไกรรอบ ๆ รากเทียมละลายตัวได้เช่นกัน เพราะเมื่อกระดูกขากรรไกรละลายตัวจะส่งผลให้รากฟันเทียมอักเสบได้ง่ายขึ้น โดยกระดูกขากรรไกรอาจละลายได้จากหลายปัจจัย เช่น โรคเหงือก การสูบบุหรี่ หรือการใช้ยาบางชนิด
  • การเคี้ยวโดนรากฟันเทียมหลังผ่าตัดใส่รากฟันเทียมในช่วงแรก: ในช่วงแรกที่รากฟันเทียมยังไม่ประสานเข้ากับกระดูกดีนัก การเคี้ยวโดนหรือเอาลิ้นไปดันรากฟันเทียม อาจทำให้รากฟันเทียมขยับ ไม่ประสานเข้ากับกระดูกได้
  • กระดูกบางไม่เพียงพอต่อการรองรับรากเทียม: เมื่อกระดูกไม่เพียงพอแล้วไม่ทำการปลูกกระดูก หรือ ปลูกกระดูกไม่เพียงพอ ทำให้มีส่วนของรากฟันเทียม ที่โผล่ออกมานอกกระดูก ทำให้แบคทีเรียไปเกาะรอบ ๆ รากฟันเทียม นำไปสู่สาเหตุของเหงือกอักเสบและบวมตามมา
รากฟันเทียมอักเสบเกิดจากอะไรได้บ้าง

ดูแลตัวเองอย่างไรเพื่อป้องกันอาการรากฟันเทียมอักเสบ

ถึงตรงนี้ เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้รากฟันเทียมอักเสบเกิดขึ้นกับตัวเอง ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือป้องกันเอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้ผล 100% แต่หากทำตามวิธีเหล่านี้ก็สามารถที่จะลดโอกาสเสี่ยงได้ไม่น้อย

  • ดูแลรักษารากฟันเทียมอย่างเหมาะสม: ควรแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันให้ถูกวิธี อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
  • งดสูบบุหรี่: การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเหงือก ซึ่งอาจนำไปสู่รากฟันเทียมอักเสบได้
  • รักษาโรคเหงือก: หากมีโรคเหงือก ควรรีบรักษาให้หายขาด เพื่อป้องกันไม่ให้โรคเหงือกลุกลามจนทำให้รากฟันเทียมอักเสบ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่แข็ง เหนียว: การรับประทานอาหารเหล่านี้อาจทำให้ครอบบนรากฟันเทียมขยับ โยกไปโยกมาจนทำให้ รากฟันเทียมเกิดการอักเสบได้
  • หลีกเลี่ยงการเคี้ยวโดนรากฟันเทียมหลังการผ่าตัดไปในช่วง 1-2 เดือนแรก: เนื่องจากรากฟันเทียม โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังผ่าตัดยังไม่แข็งแรงดี ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวโดน หรือ เอาลิ้นไปดันรากฟันเทียม ในช่วงแรกหลังการผ่าตัดใส่รากฟันเทียม

รักษารากฟันเทียมอักเสบอย่างปลอดภัยที่ SWC Dental

เมื่อได้เข้าใจแล้วว่ารากฟันเทียมอักเสบเกิดจากอะไร แล้วต้องดูแลสุขภาพช่องปากอย่างไรให้ลดโอกาสเสี่ยง แต่สำหรับใครที่เกิดอาการรากฟันเทียมอักเสบ ก็สามารถเข้ามาปรึกษาได้ที่คลินิกทันตกรรม รังสิต รากฟันเทียม คลินิกทันตแพทย์สว่าง ทันตกรรมรากเทียมย่านปทุมธานี รังสิต ดอนเมือง คลองหลวง และลำลูกกา ให้บริการด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล ดูแลคุณอย่างใกล้ชิดโดยอาจารย์ด้านการทำรากฟันเทียมจากสหรัฐอเมริกา ได้รับการรับรองโดยสภาทันตแพทย์สหรัฐอเมริกาให้อยู่ในอเมริกันบอร์ดและเป็นทันตแพทย์ที่ได้อเมริกันบอร์ด 2 ใบเพียงคนเดียวในทวีปเอเชียแปซิฟิก พร้อมบริการรับประกันรากฟันเทียมหลังการรักษา 5 ปี (เงื่อนไขตามที่คลินิกกำหนด) สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองคิวเข้ารับบริการได้ทาง LINE Official @swcdental (มี @ ด้วย) หรือ โทร. 064-465-0565 เปิดบริการทุกวัน เวลา 9.00-20.00 น.

ข้อมูลอ้างอิง:
Everything You Need to Know About Dental Implant Infection. สืบค้นเมื่อ 4 ตุลาคม 2566 จาก https://www.orisdentalcenter.ae/blog/everything-you-need-to-know-about-dental-implant-infection/
What problems can occur after dental implant surgery?. สืบค้นเมื่อ 4 ตุลาคม 2566 จาก https://www.medicalnewstoday.com/articles/dental-implants-problems